กลับมาแล้วๆ…(จริงๆกลับมานานแล้ว…-_-’ เห็นถึงความขี้เกียจของเจ้าของ blog มันถึงได้เน่า มียุงมาไข่ไปแล้วหลาย generation)
จาก 4 ประเทศที่ไป เราใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 15 วัน สัมผัสลมหนาวอยู่ในยุโรป อากาศไม่แตกต่างกันมากในทุกประเทศที่เราได้ผ่านเข้าไป อุณหภูมิอยู่ประมาณ 10 องศา ปีนี้โชคดีที่นั่นไม่มีฝน ไม่งั้นแข็งตายแน่
ลงเครื่องที่ฝรั่งเศส ผ่านเยอรมัน มาออสเตรีย เลยไปที่เชค แล้วกลับมาขึ้นเครื่องที่เยอรมัน
ขอเล่าแบบถอยหลังละกันนะ เมืองสุดท้ายที่ไปเที่ยว เป็นเมืองที่เราอยากไปมากที่สุด “Prague” ใน Czech Republic พวกเราชาวคณะกระเหรี่ยงเข้าประเทศทางรถไฟ โดยมาจากทาง Austria ประเทศที่ทุ่งหญ้าเขียวติดตา (ที่ไม่มีจิงโจ้!) เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมหนังเรื่อง The Sound of Music ต้องมาถ่ายไกลถึงที่นี่ “The hills are alive with the sound of music” จริงๆ
การเดินทางโดยรถไฟ ทำให้เราเห็นความแตกต่างของแต่ละเมืองที่ผ่านอย่างชัดเจน ทั้งสถาปัตยกรรม ต้นไม้ใบหญ้าที่ปลูกจะแตกต่างกันไป ผ่านมาชายแดนออสเตรียกับเชค เราสังเกตเ็ห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน จากประเทศออสเตรียที่บ้านเมืองเป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน หญ้าและต้นไม้ได้รับการดูแลอย่างดี มาถึงเชคที่ดูจะแร้นแค้นและยากจนกว่า (เดาเอาตามสภาพที่เห็น)
เหลือบไปเห็นป้ายสถานีรถไฟ Horni Station!! อ่านชื่อสถานีแล้วกระดากๆยังไงก็ไม่รู้ เนอะ ตรงสถานีนี้แหละเป็นจุดที่ทำให้เรารู้ว่าเราข้ามAustrai มาแล้วจริงๆ มีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองขึ้นมาบนรถไฟ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นตำรวจออสเตรีย มาสแตมป์พลาสปอร์ตขาออก (ก่อนถึงสถานี Horni) อีกทีคือตำรวจเชค ตรวจคนเข้าเมือง

ตำรวจ 2 คนเดินมาตรวจพลาสปอร์ตเราที่ละคนอย่างละเอียด บ่นพึมพำพวกเราซึ่งเดินทางโดยไม่มี visa ของ Czech โดยปกติแล้วถ้าเราไม่อยู่ใน Czech นานเกิน 5 วัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ visa แต่ หนึ่งในคนที่ตรวจหนังสือเดินทางของพวกเรา บอกว่าเราไม่สามารถเข้าประเทศเค้าได้ เพราะไม่มี visa มา เค้าเลยยึดพลาสปอร์ต ของแม่กับแนน แล้วเดินลงจากรถไฟไปเลย ไอ้เราก็เหวอ ว่าทำไมเอาไปแค่ 2 เล่ม ของคนอื่นก็ไม่มีเหมือนกันก็ไม่เห็นเค้าว่าอะไร รถไฟจอดสนิทแน่นิ่งหยุดรอ 2 ตำรวจที่ลงไปเช็คข้อมูล เราก็เริ่มหวั่นๆว่าเค้าจะเอาไงว้าา สงสารคนบนรถไฟด้วย รถไฟขบวนใหญ่ทั้งขบวนต้องมานั่งรอพวกเราที่มีปัญหาจะเข้าประเทศไม่ได้ เวลาผ่านไปหลายนาที ตำรวจคนเดิมก็ขึ้นมาบนรถ เอาพาสปอร์ตมาคืน แล้วพูดว่า โอเคๆ (…ก็ได้วะ) แล้วก็ปล่อยเราเข้ามา
เราเดินทางมาทั้งวัน ออกเดินทางตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง ใช้เวลาอยู่บนรถไปทั้งหมดประมาณ 5 ชม. แบบเพลินๆ และแล้วเราก็มาถึง Main Train Station กลางเมือง Praque หรือ Praha ในภาษา Czech


โดยไม่ทันตั้งตัว เราตกตะลึงกับสภาพอันน่าสะพรึงของสถานีรถไฟที่นี่ ลองนึกภาพหัวลำโพง version ก่อนปรับปรุง แล้วใส่คนหลอนๆ ที่เดินๆอยู่ดีๆก็ตะโกนโหวกเหวก มีคนจรจัด กับคนเมาเข้าไป ประกอบกับทุกคนต้องแบกกระเป๋าขึ้นลงบันไดกันเป็นว่าเล่น ทำเอาหน้าซีดด้วยความเหวอไปตามๆกัน
ที่นี่ติดอันดับสถานที่ไม่ปลอดภัยที่สุดที่นึงสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งแท็กซี่ที่พร้อมจะรีดกระเป๋าคุณ (ค่าแท็กซี่ที่จอดรอรับผู้โดยสารอยู่ที่สถานี จะชาร์ตคุณสูงได้ถึง 6 เท่าของราคาจริง!! …โดนมาแล้ว) ทั้งคนเมา คนไม่น่าไว้ใจที่เพิ่งออกมาจากคาสิโนที่ตั้งอยู่กลางสถานี พวกเราจึงเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะไปห้องน้ำ

จากนั้นเราก็หาทางโทรเรียกแท็กซี่ ซึ่งไม่ง่ายเลย คนที่นี้ใช้ภาษา Czech เป็นภาษาหลัก ภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง ภาษาฝรั่งเศสนิดหน่อย ตามด้วยภาษาอังกฤษ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ทุลักทุเลน่าดู จนสุดท้าย เราจึงต้องขอให้คุณผู้หญิงจิตใจดี น่าตาละม้ายคล้าย Briney Spear มาช่วยกอบกู้สถานะการณ โทรเรียกให้
พอแท็กซี่มาถึง ปรากฎว่ากระเป๋าใส่ไม่พอ เราจะเอาวางตรงเบาะ คนขับก็โวยวาย บอกว่า “This is a very expensive car!” อิโธ่ ก็รถฮอนด้าธรรมดานี่นา แต่ยังไงเค้าก็ไม่ยอมให้เราเอากระเป๋าวาง จนต้องเรียกแท็กซี่มาอีกคัน เพื่อขนกระเป๋าโดยเฉพาะ
เฮ้อ…first experience ใน Prague นี่น่าจดจำทีเดียว ในที่สุดเราก็มาถึงอพาร์ตเม้นท์ที่เราจองไว้จนได้ แท็กซี่จอดส่งเราที่หน้าประตูเล็กๆสีฟ้า เราขนกระเป๋าผ่านเข้าประตู ก็เห็น cafe’ น่ารักอยู่ตรงกลางตึก 3 ชั้นเล็กๆ 2 ตึก ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยเราก็ลงมาทานอาหารเช้าชิวๆตรงนี้ได้
ห้องพักของเราอยู่ในตึกด้านซ้าย เราไขกุญแจเปิดประตูตึกเข้าไปแทบเป็นลม สิ่งแรกที่เห็นคือบันไดสูงขึ้นชั้นบน เลยรีบวิ่งขึ้นไปดูว่าห้องเราอยู่ชั้นไหน ปรากฎว่าเป็นชั้นเกือบบนสุดของตึก แล้วที่สำคัญตึกนี้ไม่มีลิฟท์!!!!!
ได้เข่าอ่อนหน้ามืดกันอีกรอบ ก่อนที่จะจำใจแบกกระเป๋ากว่า 30 กิโลถูลู่ถูกังขึ้นไปอย่างทุลักทุเล แต่ห้องก็สวยชื่นใจ มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัวอุปกรณ์ครบ รวมถึงเครื่องซักผ้า ไดร์เป่าผม เตาแก๊ส ไมโครเวฟ ทีวี ตู้เย็น อ่างอาบน้ำ ไปจนถึงโถฉีดน้ำของผู้หญิง!!


โอยย..เล่าจนเหนื่อย ไว้ค่อยมาต่อวันหลังละกันนะค้าบบบ
น่าตื่นเต้นจังค่ะ
O_o
ปล.สตู-เฟ่นี่แปลว่าบันไดเสียงรึเปล่าคะ
อยากเหนโถฉีดน้าของผู้หญิงอ่ะค่ะ eiei
^^’
ห้องน่ารักจังเลย
เย้!!! ยุงไม่มาไข่แล้ว
แหง๋ๆๆๆ ดี เจงๆๆเลย ได้ไปหลา ย ประเทศ เ ลย มี นิ ทา น แต่ ง เอ ง อยากใ ห้ พี่ เปิ้ ล หน่อย ช่ วย อ่าน อะ
อยากปรึกษษพี่เปิ้ลหน่อยจัง
ทำยังงัยน้า ถึงจะเปนดีเจดีๆ ได้
_________________
ชื่นชมอยู่เปนการส่วนตัวนะคะ
ถ้าจะกรุณาหนู แอดเมลล์หนูทีเถ้อ สาธุๆ
_/\_
พี่คะ…
หนูหิว…555+
แวะมาทักทายน่ะค่ะ
ตอนนี้นึกถึงร้านส้มตำแถวกล้วยน้ำไทมากๆ
วันนั้นที่พี่นุ้ยพาไป
อร่อยสุดๆ
พรุ่งนี้ว่าจะชะแว๊บผ่านไปซะหน่อย
อยากกินๆ
โอ้..พี่นุ้ยนี่ เจ้าแม่ส้มตำเลยนะ
หิวด้วยเลยง่า
น้อง Ska_gu –ส่งมาโลด
น้อง Ind –อยากไปดีเจเหรอ เหอๆ ดีเจน่ะไส้แห้งน้า
เราลองกดลิงค์น้องแล้ว แต่เข้าไปไม่ได้เน่อ ขออีเมลล์ละกันนะค้าบ
น้องมิ้ว –ถ้าอยากลองโถฉีด ลองไปที่ตึกฟูจิตรงซอยพร้อมพงษ์ดูนะ ห้องน้ำหญิง ชั้น 2 ห้องขวาสุด มีโถที่มีน้ำฉีดด้วย ขอให้ตั้งตัวดีๆก่อนใช้ 555
พอมาอัพทีก้อเอาซะเยอะเลยนะ
ก้อน่าจะเหนื่อยอยุ่อ่ะ อิอิ
:: มีเหวอๆอีกม่ะเนี่ย
แบมือรอของฝากอยู่อ่ะ
โอ้**ประสบกานชีวิตตต**
(น่าหายดำรึยังจร้า)
+:+p*plenoi+:+`
น้องกิ๊ก– ส้มตำอร่อยเน้อออออ วันหลังแวะมาอีกน้าาา มากินแกงกระหร่ไก่ฝีมือพี่โต้งด้วย ใครจะรู้ว่าพี่โต้ง Save da last piece ทำอาหารระดับทีวีแชมป์เปี้ยน!!!! โคตรรรรอร่อย เห็นว่าพรุ่งนี้จะมีหมูย่างมิโซะ ง่าาาา
เอ้อ ลืมบอกไปว่า Stu-fe’ เป็นภาษาเยอรมัน (จริงๆละกดว่า Stufe’) แปลว่าบันได แต่ในทางดนตรี แปลว่าบันไดเสียงจ้า เป็นความบังเอิญ..ดูดีมะ
น้องยิ้ม– ไปงานสนามมวยป่ะล่า เดี๋ยวติดไปให้
น้องเฟิร์น–ปกติก็ไม่ค่อยขาวเท่าไหร่อยู่แล้วเน่อ เหอเหอ
โอ๊ยพี่อย่าพูดๆ
ตอนนี้หนูหิวมาก!!!!
(ทั้งที่เมื่อเย็นฟาดส้มตำและข้าวแกงกะหรี่ไปแล้ว 2 จาน…o_O)
โอ๊ยยยย….
อยากกินๆ
T^T
อยากอ่านต่อแล้ว
; )
ไปอ่ะ แต่ไปฉาย โทษรถติดเลย (คำแก้ตัวเดิมๆ555) ไม่เป้นไรเด่วไปเอาถึงที่เลย 5555 (ความโลภครอบงำๆ)
ขอแผนที่ไปร้านสตูเฟ่ได้ไหมเอ่ย?